วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

น้องเหมียวเขี้ยวเพชร

       ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มนุษย์เราก็คลุกคลีอยู่กับแมวมาเป็นเวลาช้านานแล้วแม้ว่าจะไม่ได้รับความเอ็นดูเท่าสุนัข แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า แมวเป็นสัตว์ที่มีความแปลกพิเศษ ลึกลับ น่าค้นหามากที่สุดชนิดหนึ่ง หลายคนบอกว่า สุนัขเป็นเพื่อนกับมนุษย์ แต่แมวกลับเป็นเจ้านายของมนุษย์ แล้วทำไมมนุษย์อย่างเราๆ ถึงได้นิยมเลี้ยงสัตว์ที่มีแต่ความเย่อหยิ่งเอาแต่ใจอย่างเจ้าเหมียวละ เอาหละดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับน้องเหมียวเขี้ยวเพชรกันเลยดีกว่า


น้องเหมียวมาได้ยังไง
       สัตว์เลี้ยงที่อยู่คู่กับมนุษย์เป็นเวลายาวนาน อย่างน้องเหมียว หลายคนสงสัยไหมว่าน้องเหมียวของเราเกิดขึ้นครั้งแรกที่ไหน แล้วมันมาได้ยังไงกันนะ จากตำราหลายๆเล่มกล่าวว่าเมื่อประมาณ 1,600 ปีก่อนคริสตกาล ในอียิปต์มีการเลี้ยงแมวไว้ในบ้าน แต่จะอ้างว่าเป็นแมวบ้านก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะแมวเป็นสัตว์ที่เมื่อเอามาเลี้ยงแล้วสามารถมีชีวิตอยู่โดยพึ่งพามนุษย์น้อยกว่าสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นและ พร้อมที่จะกลับไปร่อนเร่พเนจรได้ทุกเมื่อ
       ในยุคเริ่มต้นของการทำเกษตรกรรม เมื่อมีการเก็บเกี่ยวที่อุดมสมบูรณ์  ชุมชนขยายตัว ยุ้งฉางที่ไว้เก็บพืชพรรณธัญญาหารก็มีมากขึ้น  สิ่งที่ตามมาก็คือหนูตัวเล็กจำนวนมหาศาล  ที่นำความยุ่งยากมากมายให้กับมนุษย์แมวจึงถูกนำมาเลี้ยงไว้ในบ้าน  เพื่อไล่ล่าพวกหนูตัวเล็กทั้งหลาย  ตามสัญชาตญาณของมัน  เมื่อมีแมวอยู่ผลประชากรหนูก็ลดลง  ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวก็ปลอดภัย
       ชาวอียิปต์โบราณจึงสำนึกในบุญคุณของแมว พวกเขายกให้แมวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์และถือว่าการฆ่าแมวเป็นบาป เทพธิดาแมวของอียิปต์มีชื่อว่า Bastet
       แมวเข้ามาเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์อันยาวนาน ซึ่งจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของแมวคือการทำมัมมี่แมวที่ค้นพบในสมัยอียิปต์โบราณ หรือในพิพิธภัณฑ์อังกฤษในกรุงลอนดอน มีการแสดงสมบัติที่นำออกมาจากปิรามิดโบราณแห่งอียิปต์ ซึ่งรวมถึงมัมมี่แมวหลายตัว ซึ่งเมื่อนำเอาผ้าพันมัมมี่ออกก็พบว่า แมวในสมัยโบราณทุกตัวมีลักษณะใกล้เคียงกัน คือเป็นแมวที่มีรูปร่างเล็ก ขนสั้นมีแต้มสีน้ำตาล มีความคล้ายคลึงกับพันธุ์ในปัจจุบัน ที่เรียกว่าแมว Abyssinian


ความเชื่อเกี่ยวกับเจ้าเหมียว
       ชาวจีนเชื่อว่า เมื่อแมวอายุมาถึงจุดหนึ่ง มันจะกลายเป็นคน
       ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า แมวจะพูดได้เมื่ออายุ 10ปี
       ชาวฝรั่งเศสมีเรื่องเล่าว่า หากใครพบขนสีขาวแทรกอยู่ในแมวดำ คนๆนั้นจะได้พบเจอกับหญิงงามในเร็ววัน
        ส่วนเรื่องเล่าเกี่ยวกับการนำโชคของแมวทั่วไป เคยได้ยินมาว่า นักเดินเรือบางประเทศเชื่อว่าหากแมววิ่งผ่านหน้าไปทางท่าเรือ โชคดีก็จะเกิดกับคนๆนั้นและยิ่งไปกว่านั้นจะทำให้เขากลับเข้าสู่ฝั่งอย่างปลอดภัย
       ชาวอังกฤษเชื่อว่า หากเด็กคนไหนเห็นแมวขนสีขาว ในระหว่างทางเดินไปโรงเรียน เด็กคนนั้นก็จะพบกับเรื่องร้ายๆไปตลอดทั้งวัน
       ในขณะที่ชาวอเมริกัน ชาวสเปน และชาวเบลเยี่ยม เชื่อว่าหากเจอแมวขาวในเวลากลางคืน คนๆนั้นจะประสบกับเรื่องไม่ดีในเลาไม่ช้า ส่วนเรื่องแมวดำนำโชคนั้นมีเรื่องเล่าว่า หากแมวดำเดินผ่านหน้าจะโชคร้าย ทั้งนี้ก็คล้ายกับหลายประเทศ ที่เชื่อว่าแมวดำเป็นสัญลักษณ์ ของความโชคร้าย ถ้ามันวิ่งตัดหน้าก็แสดงว่ากำลังจะมีเคราะห์ ก็น่าเห็นใจแมวดำนะค่ะ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับ วิจรณญาณของแต่ละคนละค่ะ
       ส่วนชาวนอร์เวย์ ก็มีเรื่องเล่าขานต่อๆกันว่า หากเห็นแมวสามสี จะทำให้คนๆนั้นเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ ฟังแล้วเศร้านะค่ะ เจ้าเหมียวมันคงคิดว่าสามสีมันผิดตรงไหน
       ในยุโรปกลางเชื่อว่า แมวดำ เป็นตัวแทนของแม่มด และภูตผี
       ส่วนคนไทย เช่อว่า หากแมวดำกระโดดข้ามโลงศพ จะทำให้ศพนั้นเฮี้ยน หากใครได้ยินเสียงแมวจาม แสดงว่าแมวเป็นหวัดคะ ไม่ใช่คะ แสดงว่ามีลางสังหรณ์บางอย่าง อาจจะเป็นลางดีหรือร้ายก็ได้
       เพชรตาแมว ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ใครมีแมวตาเพชรจะมีลาภยศ มียศถาบรรดาศักดิ์      เอ็มนินโญ่ เลยละค่ะ
       แมวนางกวัก อีกหนึ่งความเชื่อจากประเทศญี่ปุ่น เล่าต่อกันมาว่า หญิงชราฐานะยากจน คนหนึ่ง ฝันเห็นแมว บอกให้ปั้นรูปแมว ด้วยดินเหนียวแล้วจะโชคดี ยิ่งเธอปั้นมากเท่าไหร่ ก็มีคนขอซื้อมากเท่านั้น แมวจึงถือเป็นสัตว์นำโชคนับตั้งแต่นั้นมา เชื่อว่าแมวยกแขนกวักสูงเท่าไหร่ก็เรียกคนได้มากเท่านั้น แต่ถ้ากวักมือขวา เป็นการเรียกเงินทอง และความโชคดีเข้าบ้านส่วนแมวสามสีกวัก มือซ้ายถือว่าโชคดีที่สุด เงินทองไหลมาเทมา


เหมียวไทย(แมวไทย)
       คนไทยน้อยคนนักที่จะรู้จักว่าแมวไทยจริงๆนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร ทว่าแมวไทยพันธุ์แท้นั้นกลับไปมีชื่อเสียงโด่งดังที่ต่างประเทศมากกว่าในเมืองไทยเสียอีก ทั้งยังได้รับการยกย่องว่าเป็นพันธุ์อันเลิศพันธุ์หนึ่งในโลก และมีความมหัศจรรย์ยิ่งกว่าพันธุ์ใดๆ เมื่อปี พ.ศ. 2427 ชาวอังกฤษชื่อนายโอเวน กูลด์ (Owen Gould) กงสุลอังกฤษประจำกรุงเทพฯ ได้นำแมวไทยคู่หนึ่งจากประเทศไทยไปฝากน้องสาวที่อังกฤษ อีหนึ่งปีต่อมา แมวคู่นี้ถูกส่งเข้าประกวดในงานประกวดแมวที่ คริสตัลพาเลซ กรุงลอนดอน ปรากฏว่าชนะเลิศได้รางวัลที่หนึ่ง ทำให้ชาวอังกฤษพากันแตกตื่นเลี้ยงแมวไทยกันจนมีสโมสรแมวไทยเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2443 ชื่อว่า The Siamese Cat Clubs ต่อมาในปี พ.ศ. 2471 ได้มีการตั้งสมาคมแมวไทยแห่งจักรวรรดิอังกฤษขึ้น หรือ The Siamese Cat Society of the British Empire ขึ้นมาอีกสมาคมหนึ่ง
       แมวที่นายโอเวน กูลด์ นำไปจากประเทศไทยนั้น มีแต้มสีครั่งหรือน้ำตาลไหม้เก้าแห่ง คือหน้า หูทั้งสองข้าง เท้าทั้งสี่ หาง และอวัยวะเพศ ซึ่งถือว่าเป็นแต้มสีที่อยู่ในบริเวณที่เหมาะสมและไม่เลอะเทอะ เหมือนแมวพันธุ์อื่น และเมื่อนำแมวไทยไปผสมกับแมวพันธุ์อื่น จะได้แต้มสีตามร่างกายในตำแหน่งเดียวกัน แต่รูปร่างจะไม่สง่างามเท่า และอุปนิสัยจะไม่เหมือนกันด้วย ซึ่งแมวไทยพันธุ์นี้เป็นพันธุ์แรกที่ชาวต่างชาติรู้จัก จึงมักเรียกกันทั่วไปว่า Siamese Cat หรือ Seal Point ส่วนในสมุดข่อยโบราณของไทยให้ชื่อแมวไทยลักษณะนี้ว่า "วิเชียรมาศ"
คุณสมบัติอันโดดเด่นของแมวไทยอีกประการหนึ่งก็คือ อุปนิสัยที่มีความฉลาด รักบ้าน รักเจ้าของ เป็นตัวของตัวเอง รู้จักประจบ และที่สำคัญคือ การรักอิสระเป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งถือว่าเป็นบุคลิกประจำตัว และทำให้แมวไทยเป็นสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมอย่างสูงไปทั่วโลก
       และเป็นที่น่าสังเกตว่า การผสมพันธุ์ระหว่างแมวไทยและแมวต่างชาตินั้น แม้จะได้แมวที่มีลักษณะและสีเหมือนแมวไทย แต่จะไม่ได้อุปนิสัยตามอย่างแมวไทยไปด้วย นอกจากว่าจะเป็นการผสมระหว่างแมวไทยด้วยกันเองเท่านั้น
       ในสมุดข่อยโบราณได้กล่าวถึงแมวไทยไว้ถึง 23 ชนิด ซึ่งเป็นแมวดี (แมวให้คุณ) 17 ชนิด และแมวร้าย (แมวให้โทษ) 6 ชนิด ซึ่งในปัจจุบันได้สูญพันธุ์ไปแล้ว 13 ชนิด เหลือเพียง 4 ชนิดเท่านั้นในปัจจุบัน ได้แก่วิเชียรมาศ โคราช (สีสวาด) ศุภลักษณ์ (ทองแดง) และโกญจา ส่วนแมวขาวมณีนั้นแม้จะไม่ได้บันทึกอยู่ในสมุดข่อยก็ตาม แต่ก็ถือเป็นแมวไทยพันธุ์แท้ดั้งเดิมอีกพันธุ์หนึ่ง


มีมเหมียว หรือ Meme cats.
       คุณรู้จักมารุ เจ้าเหมียวลอดกล่องไหม แล้วเจ้าทาร์ด ไมเคิล ซิลเวอร์เตอร์ ทอมแห่งทอมแอนเจอร์รี่ คูเปอร์ โดเรม่อน คิตตี้ และเจ้าชิโระเนโก๊ะ ถ้าคุณยังไม่รู้จักชื่อทั้งหมดที่พูดมา อยากให้ลองไปเปิดอินเทอร์เน็ตดูนะคะ แล้วคุณจะพบรูปน้องเหมียวถูกส่งต่อ และถูกแชร์มากมายเต็มไปหมดจนหลายคนบอกว่านั้นคือ มีมแมว แล้วมีมคืออะไร สงสัยกันไหมละคะ
       มีมคือกระแสแห่งอินเทอร์เน็ต อย่างเช่นเรื่องการทำแพลงกิ้ง ครูอังคนา น้องก้องร้องเพลงเสียใจแต่ไม่แคร์ อย่างนี้เป็นต้นค่ะ พวกนี้เรียกว่ามีม แต่กระแสที่ยั่งยืนยงอยู่ก็คือ กระแสแห่งแมว หลายๆคนคงเกิดคำถามว่าทำไมกระแสแห่งแมวถึงอยู่ยาวนานขนาดนี้ อาจจะเป็นไปได้ว่ามนุษย์เราสนใจแมว เมื่อปีที่แล้วgoogleได้จำลองสมองร่วมของมวลมนุษยชาติ โดยใช้คอมพิวเตอร์ถึง16000 เครื่อง แล้วเอารูปในyourtube ให้คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป้นเหมือนตัวแทนมนุษย์ทุกคนในโลก ดูกว่า10ล้านรูป ปรากฏว่าสมองร่วมมองหาอะไรทราบไหน มันมองหาเจ้าเหมียว อาจเป็นไปได้ว่าที่สมองจำลองของมนุษย์มองหาแมวก็เพราะว่า พวกเรามนุษย์ทั้งหลายก็มองหาแมวในอินเตอร์เน็ตกันอยู่
       หลายๆคนที่เล่นอินเตอร์เน็ต คงอาจเคยเห็นเนียนแคท แมวที่หน้าตาเป็นพิกเซล แล้วก็ลอยไปเรื่อยๆในอวกาศ แล้วมันก้แค่ร้องว่าเนียน เนี๊ยน เนียน ร้องอยู่แค่นี้ แล้วก็วนไปเรื่อยๆคะ มันทำแค่นี้เหละ แต่รู้ไหนคะ ว่ามีคนเปิดดูถึง สิบสิบล้านวิว เลยละคะ
       ส่วนคีย์บอร์ด แคท เป็นแมวที่กำลังเล่นเปียนโนอยู่ ซึ่งมันเล่นไม่ได้หรอกคะแต่มีคนจับอยู่ด้านหลัง แต่จำนวนคนดูก็ไม่น้อยเช่นกัน ต่อมาคือ คิตเลอร์ เป็นแมวที่หน้าตาเหมือนฮิตเลอร์ ซึ่งไม่น่าเชื่อมีแมวห้าตาแบบนี้อยู่หลายตัวเลยคะ
       Invisible bike cats เป็นแมวที่ตลกเหมือนกันคะเป็นแมวกระโดด เกิดจากการที่คนไปจินตนาการว่าแมวกระโดด เหมือนแมวกำลังขี่จักรยานในอากาศที่มองไม่เห็น
       Breading cats เป็นแมวที่ถูกเอาขนมปังมาแปะไว้ที่หน้าคะ จริงๆแล้วเป็นการทรมานสัตว์นิดหน่อยนะคะ แต่ก็ตลกดี ต่อมาคือLong cat เป็นแมวตัวยาว ถ้ายกแมวขึ้นมาก็จะเห็นว่าตัวแมวยาวมากเพราะกระดูกสันหลังของแมวยาวมากและยืดได้ เจ้าของแมวแต่ละคนก็พยามยืดแมวของตัวเองให้แล้วที่สุดแล้วถ่ายรูป อวดกันในอินเทอร์เน็ตคะ
       Oh my god cat ก็เป็นแมวที่ตอนตกใจ เจ้าของแต่ละคนก็พยามที่จะทำให้แมวตัวเองตกใจแล้วถ่ายรูปนำมาแชร์กันมนอินเทอร์เน็ต
       มีหลายคนพยามหาเหตุผลว่า มีมแมวทำไมถึงดัง แต่ก็มีบางกระแสบอกว่า เพราะแมวมันน่ารักจบ ดูเป็นคำอธิบายที่ง่ายจังเลย แต่บางคนก็บอกว่า แมวมันเหนือคน หมาเป็นเพื่อนที่ซื้อสัตว์ของมนุษย์ แต่แมวเป็นเจ้านายของมนุษย์ มนุษย์อย่างเราๆก็พยายามที่จะเอาคืนเจ้าเหมียวไงละคะ โดยการถ่ายรูปแมวใน อิริยาบถ ต่างๆที่ทำให้แมวดูตลกและดูน่าอับอายที่สุด


คาเฟ่แมว
        เมื่อพูดถึง "แมว" หลายคนก็คนชื่นชอบอยู่ไม่น้อย เพราะด้วยความขี้อ้อน ท่าทางที่น่ารักของมัน ทำให้กลายเป็นที่รักของใครหลายคน และสำหรับร้านที่เปิดให้เจ้าแมวเข้าไปมีส่วนร่วมบนโต๊ะอาหาร หรือนั่งร่วมโต๊ะก็คงมีไม่มาก ซึ่งเราอาจจะเห็นว่าในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และเกาหลี ก็มีคาเฟ่สำหรับคนรักแมวมาบ้างแล้ว แต่รู้ไหมว่าที่บ้านเราก็มีคาเฟ่ สำหรับแมวเหมือนกันนะ
       เดียวนี้ร้านกาแฟที่มีน้องเหมียวน่ารักๆ นั่งเล่นนอนเล่นในร้าน กลายเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ รูปแบบใหม่สำหรับคนรักสัตว์ไปเสียแล้ว การได้นั่งจิบเครื่องดื่มถูกใจ พร้อมกับนั่งชมอิริยาบถของแมวเหมียวไปด้วย มันเหมือนกับการได้บำบัดจิตใจ หายเหนื่อย และลืมเรื่องวุ่นวายภายนอกได้แบบปลิดทิ้ง
       แม้ในประเทศไทยจะยังเป็นของใหม่อยู่ แต่ร้านคาเฟ่แมวนั้นได้รับความนิยมในต่างประเทศมานานแล้ว จึงขอเสนอ "5 ร้านคาเฟ่แมวรอบโลก" 
       1.ญี่ปุ่น : Neko no Mise
ร้านคาเฟ่แมวแห่งแรก ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เปิดตั้งแต่ปีค.ศ.2005 ปัจจุบันเฉพาะในเมืองนี้ก็มีคาเฟ่แมวเกือบ 40 ร้านแล้ว ยังไม่รวมเมืองใหญ่อย่างเกียวโต หรือโอซาก้า (รวมทั้งประเทศประมาณ 160 แห่ง) สาเหตุที่คนญี่ปุ่นนิยมชมชอบร้านลักษณะนี้มาก ก็เพราะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าส่วนใหญ่ ที่อาศัยอยู่ในที่พักเล็กๆ และไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ เลยต้องออกมาเติมเต็มความต้องการที่ร้านกาแฟแมวนั่นเอง
คาเฟ่แมวในญี่ปุ่นนั้นให้ความส่วนตัวกับแมวภายในร้านสูงมาก ขนาดที่ว่าห้ามแตะเนื้อต้องตัวน้องแมวเลยทีเดียว (แต่ถ้าน้องแมวมาเล่นด้วย ก็ OK!) อีกทั้งกฎข้อห้ามของบางร้านก็ยาวเหยียดจนน่าปวดหัว ซึ่งก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคของเหล่าทาสแมวแต่อย่างใด
       2.ไต้หวัน : (ไม่มีข้อมูลชื่อร้าน)
เรามักเข้าใจว่าคาเฟ่แมวแห่งแรกของโลกนั้นก่อตั้งที่ญี่ปุ่น ความจริงแล้วเริ่มที่กรุงไทเป ประเทศไต้หวันต่างหาก ตั้งแต่ปี ค.ศ.1998 แล้ว และได้รับความนิยมอย่างมากจากนักท่องเที่ยว จนมีผู้ริเริ่มนำแนวคิดร้านกาแฟ+แมวไปใช้ที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น และได้ผลตอบรับที่ดีจวบจนปัจจุบัน    
       3.ออสเตรีย : Cafe Neko
ร้านกาแฟแมวเหมียวแห่งแรกของออสเตรีย (นับเป็นที่แรกของยุโรปด้วย) ตั้งอยู่ที่กรุงเวียนนา โดยผู้ก่อตั้งชาวญี่ปุ่น ที่กว่าจะขออนุญาตจากทางการจนได้เปิดร้าน ก็ปาเข้าไป 3 ปี เหล่าพนักงานหรือน้องแมวทั้ง 5 ตัวในร้านนั้น ก็พามาจากสถานรับเลี้ยงสัตว์ทั้งสิ้น ปัจจุบันกลายเป็นที่โปรดปรานของเหล่าคนรักแมวในเวียนนาไปแล้ว
       4.เกาหลีใต้ : Gio Cat
แม้แต่ชาวเกาหลีเองก็ต้อนรับเจ้าเหมียวอย่างอบอุ่น ร้าน Gio Cat นั้นเป็นร้านกาแฟเล็กๆ ในย่าน Hongdae แต่จำนวนของแมวในร้านนั้นมีเป็นโหลเลย!
       5.ไทย : Charming Cats Cafe and Pet Shop
ร้านคาเฟ่แมวร้านแรกๆ ในกรุงเทพฯ มีแมวหลายสายพันธุ์ให้ชม แต่เดิมเป็นร้านขายของสำหรับสัตว์เลี้ยงอย่างเดียว แล้วจึงขยายเพิ่มเป็นร้านเครื่องดื่มด้วย 



เผยความลับเกี่ยวกับแมวที่คุณอาจไม่เคยรู้
       แมว เป็นสัตว์อีกหนึ่งชนิดที่ปรากฏอยู่ในเรื่องเล่าต่าง ๆ มากมาย และถูกเล่าต่อกันมาจนกลายเป็นความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อทางด้านศาสนา ประวัติศาสตร์ หรือนิสัยของแมวบางอย่างที่ยังคงเป็นปริศนาอยู่ หลาย ๆ คนอยากรู้ว่า สัตว์ที่ดูนิ่งเงียบ ลักษณะท่วงท่าการเดินที่สง่างามเหล่านี้ มีความลับอะไรที่เจ้าของอย่างเรา ๆ ยังไม่รู้อีกหรือไม่ วันนี้เราก็เลยนำความลับของแมวมาเปิดเผยกันค่ะ
       1. เชื่อว่าแมวจะขโมยลมหายใจของทารก
จริง ๆ แล้วแมวไม่ได้มีเจตนาร้ายใด ๆ กับทารกของคุณหรอกนะคะ เพียงแต่ว่าพวกมันชอบหาที่อบอุ่น ๆ และสบาย ๆ นอน ซึ่งลมหายใจของทารกเป็นอุณหภูมิที่แมวต้องการพอดี ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้แมวชอบเข้าไปคลุกคลีกับทารกบ่อย ๆ เท่านั้นเอง แต่ทั้งนี้คุณก็ไม่ควรให้แมวเข้าใกล้ทารกของคุณมากเกินไปเพราะเด็กอาจจะติดเชื้อโรค หรืออาจจะทำให้ทารกเกิดภูมิแพ้ได้ 
       2. เชื่อว่าผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรเลี้ยงแมว
 จริง ๆ แล้วผู้หญิงที่ตั้งครรภ์นั้นไม่ควรสัมผัสตัวแมว หรือทำอะไรเกี่ยวกับแมวบ่อยนัก เพราะอาจจะทีโอกาสติดเชื้อ ท็อกโซพลาสโมซิส จากแมวได้ โดยเฉพาะในช่วงสามเดือนแรก ซึ่งหากทารกติดเชื้ออาจจะเกิดอาการสมองบวมน้ำ ประสาทตาอักเสบ หรืออารมณ์ผิดปกติ ฉะนั้นหญิงตั้งครรภ์จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสตัวแมว และของใช้ที่เกี่ยวกับแมวทั้งหมดดีกว่า 
       3. เชื่อว่าแมวดำคือสัญลักษณ์ของความโชคร้าย
จากผลการสำรวจผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ในปี 2000 พบว่าผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่เกิดจากการสัมผัสแมวขอสีดำ หรือแมวขนสีเข้มมากกว่าแมวขนสีอ่อน ๆ ถึง 4 เท่า นั่นเป็นเพราะว่าตามผิวหนัง และในน้ำลายของพวกแมวขนสีดำ หรือแมวขนสีเข้มมีสาระสำคัญ ในการก่อภูมิแพ้ที่เรียกว่า Fel.d1 สะสมอยู่มากกว่าแมวขนสีอ่อน ด้วยสาเหตุนี้เองที่ทำให้หลาย ๆ คนเชื่อว่าแมวดำจะความโชคร้ายมาให้นั่นเอง 
       4. เชื่อว่าแมวมี 9 ชีวิต
ความเชื่อที่ว่าแมว มี 9 ชีวิตนั้นถูกเล่าขานเป็นตำนานกันออกไปต่าง ๆ นานาทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นในประเทศแถบยุโรป เอเชีย อเมริกา หรือแอฟริกา โดยเฉพาะในประเทศอียิปต์ที่นับถือว่า แมวเป็นตัวแทนของเทพเจ้าเลยทีเดียว เหตุที่ทำให้ผู้คนต่างคิดว่าแมวมี 9 ชีวิตอาจจะเนื่องมาจากว่า ลำตัวของแมวมีความยืดหยุ่นสูง จึงทำให้สามารถกระโดดจากที่สูงได้โดยไม่บาดเจ็บ และแมวก็สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องอาศัยอยู่กับผู้คนเท่านั้นเอง 


อันว่าแมว ชอบกินปลา เป็นชีวิต

ก้างมันติด คอตาย มีที่ไหน

อันมือแมว ก็ไม่มี แล้วทำไม

แมวกินได้ เจ๋งป่ะละ นี่ล่ะแมว
       แมวเป็นสัตว์เลี้ยงที่แสนรู้ชนิดหนึ่ง มีความน่ารักสดใน กิริยาบทท่าทางต่างๆของแมวที่แสดงออกมาล้วนสื่อถึงอารมณ์ของแมวได้
       การได้คลุกคลีกับแมวที่เลี้ยงไว้ ทำให้ดิฉันรักและประทับใจ ในธรรมชาตินิสัยของแมว และผูกพันกับแมวเป็นพิเศษ แมวทำให้ดิฉันมีความสุขและมีรอยยิ้มได้เสมอ






บรรณานุกรม


       วัฒนธรรมชุบแป้งทอด.วิธีสืบค้นสารสนเทศ.[ออนไลน์].เข้าถึงได้    จาก:http:clip.thaipbs.or.th(28/11/2556)               
      กลุ่มห้องแมว.วิธีสืบค้นสารสนเทศ.[ออนไลน์].เข้าถึงได้  จาก:http:pantip.com/café/jatujak(28/11/2556)
จาก:http:www.pet.kapook.com (28/11/2556)
      สโรชา พิลาทอง.วิธีสืบค้นสารสนเทศ.[ออนไลน์].เข้าถึงได้ จาก:http:www.sites.google.com(28/11/2556)
จาก:http:www.travel.kapook.com (28/11/2556)



                                                                               น.ส. สรชา ศิริสวัสดิ์  เลขที่  34

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น